กลายเป็นฝันร้ายของคนรักสัตว์เมื่อ โรคหัดสุนัข หรือ Canine Distemper กลับมาแพร่ระบาดอย่างหนัก โดยความน่ากลัวของโรคนี้คือ "ไม่มียารักษาโดยตรง" และมีอัตราการเสียชีวิตที่สูงมาก หากเจ้าของไม่สังเกตอาการและพาน้องหมาไปพบแพทย์อย่างทันท่วงที

สรุปอาการโรคหัดสุนัข วิธีติดต่อ และแนวทางป้องกันที่ถูกต้องสรุปอาการโรคหัดสุนัข วิธีติดต่อ และแนวทางป้องกันที่ถูกต้อง


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


เผยสาเหตุ คนร้ายลงมือทำร้าย "น้องมอลลี่" สุนัขพันธุ์ไซบีเรียน

เผยสาเหตุ คนร้ายลงมือทำร้าย "น้องมอลลี่" สุนัขพันธุ์ไซบีเรียน22 กุมภาพันธ์ 2569

สาวโดนสั่งห้ามพาสุนัขขึ้นเครื่องบิน ตัดสินใจทำสิ่งไม่คาดคิด

สาวโดนสั่งห้ามพาสุนัขขึ้นเครื่องบิน ตัดสินใจทำสิ่งไม่คาดคิด21 กุมภาพันธ์ 2569

เช็กอาการด่วน! สัญญาณอันตรายที่ห้ามมองข้าม

เชื้อไวรัสตัวนี้ไม่ได้โจมตีแค่จุดเดียว แต่เลือกทำลายหลายระบบพร้อมกัน เจ้าของควรหมั่นสังเกตอาการ ดังนี้

ระบบทางเดินหายใจและอาหาร: มีไข้สูง ไอ น้ำมูกเขียว ตาอักเสบจนมีขี้ตาเกรอะกรัง รวมถึงมีอาการอาเจียนและท้องเสียร่วมด้วย

 

อาการทางผิวหนัง: สังเกตบริเวณหน้าท้องจะมีตุ่มหนอง และที่เด่นชัดที่สุดคือ ฝ่าเท้าหนาตัวผิดปกติ (Hard Pad Disease) ซึ่งทำให้น้องหมาเจ็บปวดเวลาเดิน

 

ระบบประสาท: หากเข้าสู่ระยะสุดท้าย น้องหมาจะมีอาการกล้ามเนื้อกระตุก ชัก กรามสั่นคล้ายเคี้ยวหมากฝรั่ง เดินปัดไปมาจนถึงขั้นเป็นอัมพาต

 

ติดต่อง่ายกว่าที่คิด แค่ใช้ชามร่วมกันก็เสี่ยง

การติดต่อของโรคหัดสุนัข เกิดขึ้นได้ง่ายผ่านสารคัดหลั่ง ทั้งน้ำมูก น้ำลาย และปัสสาวะ ไม่ว่าจะเป็นการจามใส่กัน หรือแม้แต่การใช้ชามน้ำและอาหารร่วมกับสุนัขที่มีเชื้อ นอกจากนี้ เชื้อยังสามารถติดมากับเสื้อผ้าของเจ้าของได้อีกด้วย


แนวทางการรักษาและการป้องกันที่ดีที่สุด

ในปัจจุบันแพทย์ยังคงต้อง รักษาตามอาการ เพื่อประคองร่างกายให้น้องหมาสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาสู้กับไวรัสเอง โดยการให้ยาปฏิชีวนะป้องกันโรคแทรกซ้อน การให้สารน้ำ และยาควบคุมอาการชัก

อย่างไรก็ตาม การฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัดสุนัข คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด โดยควรเริ่มเข็มแรกตั้งแต่อายุ 6-8 สัปดาห์ และทำตามตารางนัดอย่างเคร่งครัด เพราะถึงแม้จะหายจากโรคแล้ว น้องหมาหลายตัวมักจะมีอาการทางประสาทหลงเหลืออยู่ไปตลอดชีวิต

สรุปอาการโรคหัดสุนัข วิธีติดต่อ และแนวทางป้องกันที่ถูกต้องสรุปอาการโรคหัดสุนัข วิธีติดต่อ และแนวทางป้องกันที่ถูกต้อง